Past lives Headline Animator

Saturday, October 11, 2014

กินข้าวอ้วนจริงหรือ

คนไทยอ้วนเพราะกินข้าวจริงหรือ คำถามนี้เกิดขึ้นกับผมเมื่อไม่นานมานี้เพราะช่วงหลังๆรู้สึกว่าคนที่เรารู้จัก โดยเฉพาะคนที่ได้ทำงานด้วย ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เป็นวัยทำงาน ที่ผ่านมาเห็นการกินของคนที่เรารู้จัก ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเมื่อเห็นเขากินกันยากเลือกกิน ถามว่าเพราะอะไรส่วนใหญ่บอกกลัวอ้วนแล้วให้เหตุผลว่ากินข้าวมากทำให้อ้วน


ในความคิดส่วนตัวผมคิดว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากที่ผ่านมาปู่ย่าตายายก็กินข้าวกันมาตลอด เขาก็ไม่ได้อ้วนเพราะเขาเหล่านั้นกินข้าวกับ กับข้าวที่ค่อนข้างจะหลากหลายและก็ครอบห้าหมู่ คือไม่มีอะไรมากไปหรือน้อยไปเท่าที่ผมสังเกตุ ซึ่งในตอนนั้นบอกตรงๆว่าไม่ได้คิดอะไรเพราะมันเป็นวิถีชีวิตปรกติของคนไทยอยู่แล้ว คนแก่ที่รู้จักอายุก็หลักร้อยท่านก็กินข้าว

แต่จะว่าไปคนรุ่นก่อนๆเขาไม่เลือกกินเขากินทุกอย่าง โดยเฉพาะผักต่างๆทั้งสุกและดิบ แกงต่างๆทั้งกะทิไม่กะทิ แต่คนสมัยก่อนหรือคนในชนบทเองปัจจุบันที่ยังดำรงชีวิตกินอยู่แบบเดิม ก็ไม่เห็นเขาจะอ้วน ที่แปลกใจคือผมได้อ่านบทควาต่างๆเห็นว่าคนไทยกินข้าวน้อยลงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเชี่ยนด้วยกัน ผมจึงเริ่มคิดว่าเพราะเราอาจจะถูกกลืนด้วยวัฒนธรรมการกินจากตะวันตกซะมาก

เห็นได้จากเห็นคนกินขนมปัง พิซซ่า ไส้กรอกหรือฟาสต์ฟู้ดกันมาก นั่นก็เพราะคนอาจจะมีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้นโดยเฉพาะคนเมืองทั้งหลายที่ต้องตื่นแต่เช้าฝ่ารถติด ไปส่งลูกไปทำงานทำให้เห็นว่าการกินข้าวทำให้เสียเวลาเลยเลือกไปกินอย่างอื่นแทน ชีวิตที่เร่งรีบบวกกับไม่มีเวลาออกกำลังกายนั่นทำให้คนเราเป็นโรคอ้วนมากขึ้นและตามมาด้วยโรคร้ายต่างๆ

หลายคนก็พาลเอาว่าอาจจะข้าวที่เป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อ้วน จึงทำให้คนไทยหลายคนนิยมกินข้าวน้อยลงแต่ไปกินกับข้าวมากขึ้นหรือเนื้อสัตว์ล้วนๆ นั่นน่าจะเป็นสาเหตุของความอ้วนมากกว่า แล้วช่วงหลังๆก็มีบทความหรือข้อมูลที่บอกว่าการกินข้าวกินแป้งทำให้อ้วนมากขึ้น ก็ทำให้คนยิ่งกินข้าวน้อยกันเข้าไปอีก สุดท้ายคนที่รวยคือเจ้าของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารสำเร็จที่แผงคำว่าสุขภาพเข้ามาแทนรวยกันไป แต่ชาวนาที่ปู่ย่าตายายทำกันมาและเป็นตัวตนของเรากำลังจะตาย

ที่มาภาพ: http://www.watthakhanun.com

ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไปมากสุดท้ายวันนึงเราอาจจะมานั่งเสียดายเมื่อเวลาผ่านไปและอะไรๆมันเปลี่ยนไปมาก เหมือนโลกที่มันร้อนขึ้นยิ่งบ่นก็ยิ่งร้อนแต่เราก็ไม่เห็นคุณค่ากับสิ่งที่ให้ชีวิตเรามาปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นสูญสิ้นไปจนชีวิตอยู่ยากขึ้น เราจะย้อนกลับไปก็อาจจะยากแล้ว เหมือนน้ำพริกที่นับวันจะหาคนตำได้น้อยลงทุกที จนคนชอบน้ำพริกหิวกระหายเหมือนได้ทองแค่เจอน้ำพริกอร่อยแค่ถ้วยเดียวในละแวก 10 กิโลแถวบ้านหรือที่ทำงาน

สรุปจับแพะชนแกะบ่นไปเลื่อยตามประสาคนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยากจะต้านทานถ้าเราไม่เข้มแข็งในความเป็นตัวตนของเรา จบดีกว่า


Read more >>

Sunday, September 21, 2014

ศักดิ์ศรีสวมรอย

ซอยเล็กๆแห่งหนึ่งไม่ไกลจากป้ายรถเมล์นัก มีชายหนุ่มวัยรุ่นสองคนยืนจับจ้องไปบนถนน สายตาจดจ่อเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง และหนึ่งในนั้นสะพายกระเป๋าไว้ที่ข้างตัว ทั้งสองดูดบุหรี่อย่างใจเย็น เมื่อยังไม่เห็นสิ่งที่รอคอย

และในอีกไม่กี่อึดใจต่อมาก็ได้มีเสียงพูดจากหนึ่งในนั้นดังออกมา

“เฮ้ย…น่าจะมาแล้วว่ะ เองลองไปดูสิไอ้เอก”

 “ได้เลยไอ้บิ๊ก เดี๋ยวกูไปดูให้แน่ใจ” พร้อมกันนั้นเอกก็เดินออกไปดูที่ป้ายรถเมล์
 “ น่าจะใช่มึงเตรียมตัวระวังหลังให้กูด้วย เดี๋ยวกูจัดการเอง”

ในระหว่างนั้นคนที่ยืนรอรถบนป้ายรถเมล์สายนั้นเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง ต่างก็รีบแยกย้ายเดินหนีกันไปจากจุดนั้นโดยเร็ว ขณะที่รถเมล์สายหนึ่งกำลังจะจอดเข้าป้ายและรถกำลังจะหยุดสนิท เอกก็ได้เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายแล้วหยิบบางสิ่งเป็นก้อนกลมๆสีดำออกมา เอกเดินรี่เข้าไปทางด้านหลังของรถเมล์แล้วขว้างก้อนกลมๆสีดำเข้าใส่รถในทันที

ตูม… เสียงดังสนั่นพร้อมเสียกรีดร้องจากคนบนรถเมล์
ตูม…หลังจากสิ้นเสียงตูมในครั้งที่สอง พร้อมกับกลุ่มควันสีขาวชวนแสบจมูกพวยพุ่งเติมคันรถและเสียงกรีตร้องจากผู้โดยสารคนอื่น ที่ต่างกันมุดลงไปหนีตายกันใต้เบาะนั่งกันนั่นเอง

“พวกเราหมอบลงก่อน” นั่นเป็นเสียงจากกลุ่มนักศึกษาที่อยู่บนรถนั้นเอง
“เฮ้ยพวกไหนวะ ลงไปเล่นมันเลยเพื่อนเราโดนเข้าเต็มเบ้าตาเลย ไป…ลงไปลุยมัน”
หลังจากที่กลุ่มนักศึกษาบนรถนั้นตั้งสติได้ก็พากันกรูลงมา เพื่อจะจัดการกับคนที่ปาระเบิดใส่พวกของตน

นักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนช่างกลโรงเรียนหนึ่ง ที่กำลังนั่งรถกลับบ้านหลังเลิกเรียนโดยการรวมตัวกันเป็นกลุ่มนั่งมาในรถคันเดียวกัน ทำแบบนี้กันเป็นประจำทุกวัน เวลาที่จะมาถึงป้ายนี้ก็จะไกล้เคียงกันทุกวัน

ในขณะนั้นเอกเอง กำลังถอยออกจากที่เกิดเหตุ โดยวิ่งเข้าไปในซอยเพื่อไปเอารถมอเตอร์ไซด์ ที่จอดแอบเอาไว้ข้างซอยนั้นเอง พร้อมกันนั้นกลุ่มเด็กช่างกลก็ได้วิ่งตามลงมาเพื่อล่าตัวเอกนั้น บิ๊กซึ่งยืนดูอยู่ข้างหลังก็ได้เอามือล้วงเข้าไปที่เอว แล้วหยิบบางอย่างขึ้นมา มีลักษณะเป็นโลหะสีขาวเงาวาว พร้อมกับเล็งไปที่กลุ่มของเด็กช่างกลกลุ่มนั้น แล้วสาดกระสุนเข้าไปเสียงดัง ปัง…ปัง…

แค่สิ้นเสียงปืนนัดแรกก็มีหนึ่งในกลุ่มนักเรียนล้มลงหนึ่งคนต่อหน้าเพื่อนๆของเขา ในขณะที่นัดที่สองไม่ถูกใครอีกเพราะต่างคนต่างกระโดดหลบหนีกระเจิงหลังจากที่ได้ยินเสียงนัดแรกแล้ว บิ๊กเห็นอย่างนั้นแล้วพร้อมกับได้ยินเสียงรถของเอกที่สตาร์ทแล้วขับมาจอดข้างเขา บิ๊กกระโดดคร่อมบนรถมอเตอร์ไซด์ที่เอกเป็นคนขี่

“ไอ้เอกรีบไป” เอกรีบบิดมอเตอร์ไซด์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนออกไปยังถนน เอกชะลอรถชั่วขณะ “กู…เด็กช่างกล นาคา…เจอกันได้ทุกเมื่อ กูมาเหยียบพวกมึงถึงถิ่น ศักดิ์ศรีพวกมึงมีไหม วิ่งหางจุกตูด ฮ่ะๆ...” บิ๊กตะโกนออกไปพร้อมกับเล็งปืนไปที่กลุ่มเด็กช่างกลกลุ่มนั้นอีกครั้ง ปัง ปัง

เสียงปืนดังขึ้นอีกสองนัด พร้อมกับที่เอกบิดมอเตอร์ไซด์ไปอย่างลวดเร็ว แล้วอาศัยช่วงชุลมุนและความชำนาญเส้นทางขับรถเลียงถนนสายหลักหลบการดักจับของตำรวจไปได้ในวันนั้น

หลังจากนั้นหนึ่งวันในบ้านเช่าแทบชานเมือง เอกและบิ๊กนั่งดูโทรทัศน์กันสองคนในห้องพร้อมกับดูดบุหรี่ไปด้วย ดูข่าวที่รายงานเรื่องเด็กนักเรียนตีกันและความขัดแย้งเรื่องศึกศักดิ์ศรีของสถาบันการศึกษาที่มีมาอย่างยาวนานของหลายสถาบันการศึกษาและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ที่พวกเขาทั้งสองคนได้ไปก่อเหตุเอาไว้เมื่อวานนี้เอง

 “ไอ้เอก งานนี้พวกมันคงได้ตีกันตายอีกแน่ๆ คราวนี้เราสุมไฟให้มันไม่ให้ได้ผุดได้เกิดเลยหวะ ฮะๆ”

“เออว่ะไอ้บิ๊ก มึงนี่โหดจริงนะ กูแค่ปาระเบิดใส่มันแต่หน้าตาแหก แต่มึงนี่เล่นมันซะร่วงไปเลย”

”ก็กูแค้นนี่หว่า ไอ้พวกโง่พวกนี้แค่แหย่มันนิดหน่อย กูก็ไม่ได้กะจะยิงให้มันถึงตายนี่หว่า จริงๆไม่ต้องยิงด้วยซ้ำถ้ามันไม่วิ่งจะมายำมึง แค่ระเบิดปิงปองของมึงนี่ก็เป็นเชื้อไฟให้พวกมันฆ่ากันได้แล้ว มึงเชื่อกูสิ”

“เออกูเชื่อมึงไอ้บิ๊ก เพราะกูก็เคยหลงอยู่กับศักดิ์ศรีเหมือนพวกมันตอนที่กูยังเรียนอยู่ที่นั่น ก่อนที่กูจะโดนไล่ออกเพราะกูไปมีเรื่องกับเด็กโรงเรียนนาคา เพราะมันมาหยามศักดิ์ศรีโรงเรียนกู แต่มันก็ไล่กูออกจากโรงเรียน กูก็จะใส่ชุดมันนี่แหล่ะ ไปตีชาวบ้านให้มันได้เรื่องไม่ได้หยุด ฮ่ะๆ”

“ไอ้เอก มึงก็เคยบ้าศักดิ์ศรีโง่ๆแบบนั้นด้วนรึมึง ศักดิ์ศรีของพวกมันเป็นแค่คำบังหน้าเพื่อหาพวกไปกับมันไปทำร้ายฝ่ายตรงข้ามแค่นั้น “

บิ๊ก เมื่อพูดกับเอกพูดจบ ก็นั่งเงียบไปพักหนึ่ง แล้วก็หยิบรูปหนึ่งใบขึ้นมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วพูดเบากับตัวเอง  “น้องดา หลับให้สบายนะน้องพี่ทำให้พวกมันฆ่ากันเอง ให้มันสมกับที่มันทำกับน้องของพี่ที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับพวกมัน น้องเป็นความหวังของแม่แต่ต้องมาจากไปพร้อมกับความหวังที่แม่หวังอยากให้น้องได้เป็นหมอ แต่กลับต้องมารับเคราะห์จากความบ้าศักดิ์ศรีของพวกมัน”

“ไอ้เอก เดี๋ยวถ้าพวกมันซาเรื่องต่อยตีฆ่าฟันกันเมื่อไหร่ เราก็ไปสุมไฟให้มันใหม่ก็แล้วกันนะ”

”ได้เลยเพื่อน กูถนัดอยู่แล้วเรื่องแบบนี้เอาให้สมกับศักดิ์ศรีของพวกมันเลย ฮ่ะๆๆ”

"ศักดิ์ศรีเท่ แต่ควายมากของพวกมัน ฮ่ะๆ"บิ๊กพูดกับเอกจบทั้งสองคนก็พากันหัวเราะอย่างสะใจ
Read more >>

Friday, September 12, 2014

ถูกผีลากให้นอนนอกห้อง

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องราวน่ากลัวบ้าง ในช่วงที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยกันครับ เป็นเรื่องราวที่ผมไม่เคยลืมเลยจนบัตินี้ เป็นหนึ่งเรื่องที่ทำให้ผมกลัวได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้


ซึ่งในระหว่างนั้นผมกำลังเรียนอยู่ในช่วงปีหนึ่งต่อเนื่อง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและก็ไกลจากบ้านมาก ก็เลยต้องไปเช่าอพาร์ทเม้นท์กับเพื่อนรวมกันอยู่สามคนด้วยกัน ซึ่งอพาร์ทเม้นท์ก็ยังสร้างเสร็จใหม่ๆยังไม่ได้เก่าอะไร มีแอร์ให้ด้วยซึ่งในตอนนั้นค่าเช่าก็ไม่แพง เพียงแค่เดือนละ 1,700 บาท ราคานี้ก็เหมาะกับราคาอพาร์ทเม้นท์ชานเมืองในสมัยนั้นก็ยังไม่ได้เจริญอะไรมาก ยังเป็นทุ่งนาล้อมรอบซะส่วนใหญ่

บรรยาการถือว่าค่อนข้างดีทีเดียวที่เที่ยวไม่มีที่เที่ยวในละแวกนั้น เรียกง่ายๆว่าเรียนเสร็จประมาณ 6 โมงเย็น กินข้าวเสร็จถ้าไม่นั่งสรรค์สรรกันก็นอนกันในที่สุด ในอพาร์ทเม้นท์ของเราที่อยู่นั้นห้องก็ถือว่ากว้างพอควรสำหรับสามคน มีเตียงให้หนึ่งเตียงอยู่ติดกับหน้าต่างริมทางเดิน ถัดไปก็เป็นระเบียงอยู่หลังห้องซึ่งมีประตูหลังห้องปิดไว้หนึ่งบานพร้อมบานเกร็ด อยู่ติดกับประตู ส่วนห้องน้ำอยู่ตรงระเบียงข้างหลังนั้นเองอยู่ด้านนอกห้อง ก็ถือว่าดีทีเดียวเลยกับห้องพักแบบนี้

โดยระหว่างที่ผมเริ่มเรียนไปได้เกือบครึ่งเทอมนั้น กิจวัตรประจำที่ผมทำหลังจากกลับมาจากเรียน ก็กินข้าวแล้วก็อาจจะมีดื่มบ้างเล็กน้อยและในวันนั้นก็ดื่มเบียร์ไปนิดหน่อยกับเพื่อนคนละกระป๋อง ดื่มแค่พอเป็นกระไสหลังจากดื่มเสร็จก็เตรียมอาบน้ำแต่งตัวนอน วันนั้นผมอาบน้ำนอนคนสุดท้ายประมาณเกือบสี่ทุ่มก่อนอาบน้ำก็ได้ถอดพระประจำตัวที่แขวนมาตลอดออกไปแขวนไว้บนหัวเตียงที่เพื่อนอีกคนอนอยู่

แล้วก็ปิดไฟนอน ผมนอนถัดมาจากเพื่อนอีกคนหนึ่งที่นอนบนพื้นข้างเตียงที่เพื่อนอีกคนนอนอยู่ ผมนอนถัดมาเกือบๆกลางห้องแล้วก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเหมือนกัน

แต่มารู้สึกตัวอีกทีในตอนที่เหมือนมีใครมาเดินหรือวิ่งข้ามตัวผมไปมาๆ เสียงดัง ตึกๆ... แล้วผมก็รู้สึกโมโหขึ้นมาแล้วถามว่าใครว๊ะ ดึกดื่นยังมาเดินข้ามกุทำไรไปมาๆ ไม่นอน ตอนนั้นผมเองก็นึกว่าเพื่อนมาเล่นพิเรนอะไร... แต่ก็ไม่มีเสียงตอบใดๆมา

ผมก็เลยบอกกุจะนอนแล้วง่วงมึ่งเรียบไปนอนเลย ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีใครมาเตะที่หมอนที่ผมนอนอยู่ ตอนนั้นเองผมก็ได้พยายามจะมองไปทางที่ถูกเตะมานั่นเอง ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองขยับตัวได้ลำบากเหมือนมีอะไรมาทับไว้ แต่ก็พยายามหันไปมองจนเห็นเงาดำยืนอยู่ตรงหัวนอน ตีนของเงาดำอยู่ไกล้กับหมอนที่ผมหนุนหัวอยู่นั่นเอง

และในตอนนั้นก็มีเสียงพูดดังมา ตอนนั้นฟังแล้วเป็นเสียงผู้หญิงแต่พูดมาด้วยน้ำเสียงที่เข้ม พูดมาว่ามึงเป็นใครมานอนที่นี่ได้ยังไงใครให้มานอน หะ...

ผม: ตอบกลับไปว่าผมมาเช่าที่นี่แล้วก็ต้องนอนที่นี่สิ

ผู้หญิง: เสียงตะคอก "กูยังไม่ได้ให้ มึงมานอนได้ยังไง ไปซะ"

ผม: ไม่ไป

ผู้หญิง: งั้นถ้ามึงไม่ไปกูจะเอามึงออกไปเอง

พอสิ้นเสียงเท่านั้นแหล่ะ ผมรู้สึกว่าที่นอนของผมขยับแล้วก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปทางหลังห้อง ไปตรงประตูหลังที่เปิดเอาไว้รับลม ในตอนนั้นผมรู้สึกตัวดีทุกอย่างเพียงแต่ยังขยับตัวไม่ได้เท่านั้นเอง แล้วก็เห็นว่าที่นอนผมกำลังเคลื่อนไปหลังห้องอย่างช้าๆแล้วผมก็รู้สึกเสียววูปไปทั้งตัว ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเป็นยังไปต่อไป ทำได้แต่พยามยามจะขยับตัว แล้วก็มีเสียงบอกมาว่า "กุจะจับมึงโยนออกไป มึงคอยดู ฮะๆๆ"

แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะทำอะไรซักอย่าง ไม่อย่างนั้นแย่แน่งานนี้ ตอนนั้นก็เลยรอบรวมสติ นึกถึงพระที่แขวนคออยู่ทุกวันนึกถึงท่านแล้วสวดมนต์ ตั้งนะโมไปสามจบแล้วก็ยังไม่หาย (ตั้งสติสวดแบบช้าๆ) ระหว่างนั้นผมรู้ว่าผมไปถึงขอบประตูหลังแล้วหัวเลยขอบประตูไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ในตอนนั้นเองก็ได้สวดคาถาชินบัญชร

"ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา."

สวดได้ถึงตรงนี้เอง และก็รู้สึกว่าตัวเองขยับตัวได้แล้ว ก็เด้งพรวดขึ้นมาเลยแล้วรีบวิ่งไปที่เตียงไปคว้าเอาพราะมาห้อยคอไว้เลยในตอนนั้น (คาถาชินบัญชร ผมเองก็จำได้เท่านั้นเองเพราะสวดบ้างไม่สวดบ้าง) แต่ผมก็คิดว่านั่นก็ช่วยผมได้มากแล้วไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็ตาม

ในตอนนั้นเพื่อนผมทั้งสองคนก็ตื่น แล้วผมผมว่าเฮ้ยเป็นไรวะ แต่ตอนนั้นผมไม่ตอบแต่ขึ้นไปบนเตียงที่เพื่อนคนหนึ่งนอนอยู่แล้วบอกเพื่อนว่าขอนอนด้วยก่อน แล้วจากนั้นผมก็กราบหมอนวสดมนต์ไว้พระแล้วอธิษฐานว่า "ถ้ามีอะไรที่ลูกได้ล่วงเกินด้วยกายวาจาใจขอให้ยกโทษให้ด้วย นึกถึงเจ้าที่เจ้าทางว่าลูกมาอยู่ที่นี่ยังไม่ได้ไหว้ขอให้ยกโทษให้ด้วย แล้วลูกจะไปไหว้พรุ่งนี้นะ"

จากนั้นก็นอนแต่ก็ไม่ได้หลับง่ายๆ และก็น่าจะนานกพอสมควรถึงจะหลับมารู้ตัวอีกทีตอนเช้า ถึงได้เล่าเรื่องให้เพื่อนได้ฟัง จากนั้นก็เลยพากันไปไหว้ศาลเจ้าที่ของอพาร์ทเม้นท์

หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอเหตุอะไรอีกเลยจนย้ายที่อยู่ไปให้ไกล้มหาลัยขึ้นกว่าเดิม และนี่ก็เป็นหนึ่งเรื่องราวที่ได้เจอแล้วก็เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ไม่ใช่เหตุที่เกิดแว็ปๆแล้วก็ไป และก็ทำให้ผมคิดว่าสิ่งที่คิดว่าไม่มีบางทีก็อาจจะมีจริงเพียงแต่เวลาจะอำนวยเมื่อไหร่ให้เราได้สัมผัสได้เท่านั้นเอง
Read more >>

Saturday, August 17, 2013

อร่อยจังเลยผัดหมี่่ตัวต่อ

สวัสดีครับ วันนี้จะมาแนะนำผัดหมี่ตัวต่อกันครับ ทำง่ายๆแต่อร่อยอุดมไปด้วยโปรตีนธรรมชาติ เนื่องจากตอนนี้ผมอยู่ต่างจังหวัดแล้วมีโอกาสได้ทำสวนด้วย ก็เลยได้ไปเจอรังตัวต่อเข้าให้ ก็เลยต้องจัดการแล้วเอามาทำเมนูเด็ด

ไม่ได้เอาไปทอดแต่เอามาผัดกับเส้นหมี่ โดยก็ไม่ได้ทำยากเย็นอะไรแค่
ใส่น้ำมันเล็กน้อย กระเทียมทุบหรือสับก็ได้พอเหลือง ก็ใส่เส้นหมี่ลงไปปรุงรสด้วย ซีอิ้วขาว น้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อย จากนั้นก็ใส่ตัวต่อลงไปผัดจนสุกก็ใส่กะทิลงไป ผัดให้พอแห้งยกลงได้เลย ก็จะได้หน้าตาแบบนี้



Read more >>

Saturday, June 16, 2012

ฟุตบอลกับการพนัน 2012

สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันที่หลายต่อหลายคนคงคึกคักกันเพราะมีมหกรรมฟุตบอล ยูโร 2012 ซึ่งหลายคนกำลังเชียร์กันอยู่อดตาหลับขับตานอนกันในตอนนี้ หลายคนดูเป็นกีฬา หลายคนดูเพราะใจรักในทีมที่ตัวเองชอบ หลายคนดูเพราะชอบในตัวของนักฟุตบอล แต่หลายคนดูเพราะการพนัน



ซึ่งอันหลังนี่หลายต่อหลายคนเคยมีประสพการณ์กันมาบ้างรวมถึงตัวผมเองด้วยเช่นกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ก่อน การดูฟุตบอลของผมก็ดูเพราะชอบในทีมโปรด แต่เหตุการพลิกผันเมื่อผมต้องการเงินเพียงแค่พันกว่าบาทในตอนนั้น แต่ก็ไม่รู้จะหายังไงให้ได้ไวเพราะตอนนั้นก็ทำงานประจำไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนเคยบอกว่าเขาเล่นบอลอยู่ แต่ว่าไม่ได้เล่นเยอะอะไรเล่นต่อครั้งก้ไม่เกิน 1,000 บาท

ตอนนั้นก็เลยนึกสนุกลองเล่นเข้าไป 800 บาท แล้วดวงหรือยังไงไม่ทราบได้ดันเข้าและได้เงินมาในคู่แรก ตอนนั้นยังระวังตัวอยู่เล่นทีละคู่ ในเมื่อคู่แรกได้ก็เล่นคู่ต่อไปและก็เข้าอีกคือได้เงินในวันนั้นมาสองคู่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการเข้าไปสู่การเล่นพนันฟุตบอลของผมนั่นเอง

ที่น่าแปลกอยู่อย่างจุดเริ่มต้นของการพนันนั้นคนเล่นมักได้สิ่งที่หอมหวานในตอนแรก ซึ่งมักจะได้เงินนั่นเองมันก็เลยทำให้ดูเป็นว่าเงินนั้นได้มาง่ายจริงๆ นั้นมันก็ดีพอที่จะทำให้เราเล่นต่อไปโดยความกล้ามีมากขึ้น จากเดิมเคยเล่นวันละคู่สองคู่ กลับกลายเป็น 5-6 คู่ และรามไปเล่นในฟุตบอลที่ตัวเองไม่ได้รู้จักอย่างบอลฝรั่งเศษ สเปนและประเทศอื่นๆเพราะสาเหตุที่ต้องเล่นนั่นเอง

ในเมื่อเริ่มต้นได้เงิน สเต็ปต่อมาคือความโลภอยากได้เงินมากขึ้นกว่าเดิม รวมกับความมั่นใจในการคาดเดาของตัวเองที่ได้จากการอ่านบทวิจารย์ต่างๆทำให้ฮึกเหิม เพิ่มเงินเดิมพันขึ้นจากเดิมคู่ละ 800 กลายเป็น 1,000 1,500 2,000 3,000 จนสุดท้าย 5,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากที่สุดของผมแล้วในตอนนั้น ซึ่งที่เพิมขึ้นในตอนแรกของเงินเดิมพันนั้นมาจากความโลภ แต่ต่อมาเกิดจากการจะเอาคืนจากการเสีย เมื่อเสียก็ย่อมอยากได้คืนเมื่ออยากได้คืนให้ไวที่สุดก็คือเพิ่มเงินเดิมพันในคู่ที่เรามั่นใจมากๆ ผลก็คือในคู่ที่มั่นใจมากๆและใส่เงินมากคู่นั้นเสีย

ซึ่งก็ต้องยอมรับอยู่อย่างว่าการพนันนั้นมันเป็นสิ่งที่เล้าใจในการดูอย่างมาก แต่การดูจากการพนันนั้นความผูกพันกับทีม...นั้นมันไม่มี คือเราจะเชียร์ทีมที่เราเล่นแม้แต่ทีมที่เราไม่ชอบ คือเชียร์ตรงข้ามมาตลอดในขณะที่ไม่ได้เล่นพนันในแบบดูแบบใจรักนั่นเอง แต่พอมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องกลับไปเชียร์ทีมนั้นได้


สุดท้ายเสียเงินเพิ่มขึ้นจาก 1,000 เป็นหมื่น จนต้องกดเงินจากบัตรเครดิตเอามาจ่าย กดจนเต็มวงเงินทั้งสองใบเป็นเงินราวๆ 70,000 บาท ไม่รวมเงินสดที่มีก่อนหน้านั้น แล้วความคิดสุดท้ายของผมก็บอกว่า "นี่...เงินเองหมดแล้วนะ ความหายนะมาเยือนแล้วนะเว้ย" ในตอนนั้นก็คิดได้ว่าถ้าหากยังคงฝืนเล่นต่อไปคงได้หมดอนาคตแน่ๆกลับตัวตอนนี้ยังไม่สาย เป็นหนี้ธนาคารยังไงก็ไม่ตายมีเงินก็จ่ายไปเลื่อยๆเดี๋ยวก็คงหมดเอง แต่ถ้าเล่นต่ออาจจะได้นอนคุกหรือหลังชนฝาอาจจะไปทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำขึ้นมาก็ได้ หรือสุดท้ายคนไกล้ตัวอาจเดือดร้อนหรือชีวิตอาจอยู่ไม่ได้ จึงตัดสินใจเลิก ณบัดนั้น

แรกๆของการเลิกนั้นก็หงุดหงิดบ้างเพราะคนเคยเล่นเคยซื้อหนังสือกีฬามาอ่านก็ไม่ซื้อ เลิกดูข่าวกีฬาไปเลยโดยหันไปทำอย่างอื่นแทน จนเมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกอยากเล่นลดลงๆ จนความรู้สึกนั้นหายไปและหนี้สินก็ค่อยๆใช้ไป สุดท้ายชีวิตดีขึ้นและทำให้คิดได้ว่าถ้าเราไม่ไปตรงจุดนั้นเงินเก็บเราคงเยอะขึ้นกว่านี้ แต่ก็คิดอีกทีถือว่าซื้อประสพการอันเลวร้ายและผ่านมันมาได้ก้ถือเป็นโชคดีของเราแล้วเพราะในตอนนั้นยังไม่มีครอบครัว เราะถ้าหากมีครอบครัวแล้วเราไปทำอย่างนั้นชีวิตคงแหกเหลวไม่เป็นชิ้นดี

อย่างเช่นเพื่อนของผมนั่นเองที่ป่านนี้ยังคงเลิกไม่ได้ จากเดิมที่เคยมีทุกอย่าง บ้าน รถ ที่ดิน ครอบครัว แต่สุดท้ายตอนนี้ไม่มีอะไรที่เป็นของตัวเองเลยซักอย่าง ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆไม่กล้าเจอผู้คนและต้องเป้นภาระให้กับคนทางบ้านต้องเลี้ยงดู

สุดท้ายนี่คงเป็นข้อคิดเตือนใจให้ใครอีกหลายคน ที่กำลังจะเข้าสู่เส้นทางนี้ได้อ่านไว้เป็นข้อคิดเรียนรู้ในสิ่งที่คนอื่นเคยเป็นมาก่อน ก่อนที่จะนำตัวเองเข้าไปสู่วังวนนั้น ซึ่งเข้าง่ายแต่ออกอยากมาก เอาไว้เตือนตัวเองนะครับ โชคดี 2012
Read more >>

Thursday, May 3, 2012

หน่อไม้ฝรั่งผัดกุ้งแบบง่าย

สวัสดีครับวันนี้จะมาลองทำผัดหน่อไม้ฝรั่งกับกุ้งแบบง่ายๆ ทำกินเองที่บ้านในราคาประหยัดเพราะลงทุนแค่ 70 บาท แต่กินกันได้ 3-4 คนเลยทีเดียว แต่ถ้าไปซื้อเขาก็จานล่ะ ??? สำหรับในยุคข้าวของราคาแพงการทำกับข้าวกินเองก็เป็นหนึ่งทางเลือก ซึ่งเมื่อสมัยก่อนมันเป็นสิ่งที่ทุกบ้านจะต้องทำ

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน คนมีเวลาน้อยลงเพราะต้องทำงานมากขึ้นก็ละเลยการทำอาหาร ซึ่งถูกมองว่าเสียเวลาแต่ว่ามีความสำคัญมากเพราะเราต้องการอาหารที่ดีสอาดเพื่อทำให้มีแรงทำงานกันในทุกๆวัน


เข้าเรื่องเมนูง่ายๆแต่มีประโยนช์และอร่อยคือ ผัดหน่อไม้ฝรั่งกับกุ้งส่วนผสมก็มี
  1. กุ้งสดซัก 200 กรัม นำมาผ่าเอาเส้นหลังออก
  2. หน่อไม้ฝรั่งซัก 30 บาท
  3. กระเทียม 3-4 กลีบ
  4. ซีอิ้วขาว
  5. น้ำตาลทราย
  6. น้ำปลา
  7. น้ำมันพืช
ขั้นแรกนำกระเทียมมาทุบพอแตก แล้วตั้งน้ำมันพืชก็ประมาณสองสามช้อนโต๊ะแต่อย่าให้เยอะพอน้ำมันร้อน เราก็ใส่กระเทียมลงไปคลุกๆให้พอเหลือง จากนั้นก็ใส่กุ้งลงไปคลุกๆแล้วปรุงรสด้วย ซีอิ้วขาวเทใส่ซักสองสามช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายซักหนึ่งช้อน น้ำปลาซักหนึ่งช้อน

จากนั้นก็คลุกๆคนๆให้เข้ากัน ในตอนนี้เราจะเห็นน้ำจากกุ้งและมันออกมา เราก็ชิมดูว่าได้รสที่ไกล้เคียงที่ต้องการหรือยัง จากนั้นก็ใส่หน่อไม้ฝรั่งลงไปผัดให้หน่อไม้สุกขั้นตอนนี้ก็จะมีน้ำจากหน่อไม้ฝรั่งออกมาอีก ให้เราชิมดูอีกครั้งว่ารสชาติที่เราปรุงไว้ในตอนแรกยังอยู่ดีหรือเปล่า ถ้ายังขาดรสไหนก็เติมลงไปได้ เป็นอันเสร็จ



นี่เลยถ่ายไกล้ๆด้วยกล้องสมุครเล่น

เห็นไหมครับว่าไม่อยากเลยสำหรับอาหารดีๆซักหนึ่งมื้อที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารและสอาดปลอดภัย
Read more >>

Thursday, April 12, 2012

ผัดกระเพราหมู สูตรพ่อบ้านทำเอง

วันนี้หรือวันไหนอาจจะหิว ไม่รู้จะกินอะไรคิดไปคิดมานึกไม่ออกก็เป็นอันเสร็จกระเพราแน่นอน ผมเองก็เช่นกันนอนอยู่บ้านหิวข้าวไม่รู้จะกินอะไร ผัดกระเพลาเป็นหนึ่งเมนูที่ทำกินบ่อยมาก สาเหตุเพราะอย่างแรก หน้าบ้านปลูกต้นกระเพลาไว้หนึ่งพุ่ม สองปลูกพริกขี้หนูไว้สองถึงสามต้น นี่ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่ทำไมต้องผัดกระเพรา

ถึงคราวนี้ก็ไปดูสิในตู้เย็นมีอะไรบ้าง อ่า...มีหมูสามชั้น ก็เอามาหั่นเป็นชิ้นหรือถ้าขยันก็สับซะให้ละเอียด แต่ผมไม่ขยันขอหั่นเป็นชิ้นๆแล้วกัน สิ่งที่ต้องเตรียมก็มี

  1. หมู ปริมาณแล้วแต่ชอบ ทำกินกันสองคน
  2. ใบกระเพรา
  3. หริกขี้หนู ปริมาณตามความชอบ ไม่ชอบเผ็ดก็ใส่น้อย ส่วนตัวชอบเผ็ดจัดมาเลยหนึ่งถ้วยเล็กไำม่ต้องนับเม็ดกันเลย
  4. กระเทียมกลีบเล็ก 5-6 กลีบ
  5. น้ำมันพืช
  6. ซอสหอยนางรม
  7. ซีอิ้วขาว
  8. น้ำตาลทราย
  9. น้ำปลา
  10. ซีอิ้วดำ
เริ่มลงมือกันเลย เอากระเทียมตำพอละเอียดหลังจากนั้นใส่พริกลงไปตำพอละเอียดไม่ต้องถึงกับเละ ได้แล้วนำมาใส่ถ้วยพักไว้

นำกระทะตั้งไฟเทน้ำมันพอประมาณรอจนน้ำมันเริ่มร้อน เท...พริกกับกระเทียมที่พักไว้ลงไปบนน้ำมันคลุกจนพอเหลืองแล้วก็ใส่หมูลงไปแล้วก็คลุกๆ ใส่น้ำมันหอยลงไปพอประมาณคลุกให้ทั่ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ซีอิ้วขาว (ใส่ในปริมาณเล็กน้อยก่อนประมาณช้อนโต๊ะ) ช่วงนี้จะมีน้ำจากหมูซึมออกมา คลุกไปดูจนหมูสุกแล้วก็ใส่ใบกระเพราที่แช่น้ำไว้ลงไปคลุกให้ทั่ว ถึงตอนนี้ก็จะมีน้ำจากผักที่เราใส่ลงไปออกมาอีก ก็ทำการปรุงสรต่อได้เลยตามความชอบ ปิดท้ายด้วยซีอิ้วดำเป็นการเพิ่มสีสรร ฉนั้นใส่แค่นิดเดียว

หลักๆก็เผ็ดนำ เค็มตาม หวานนิดๆ ได้เช่นนี้ก็ถือว่าใช้ได้ เพราะเรากินกับข้าวแล้วมันก็จะพอดี



หน้าตาออกมาประมาณนี้สำหรับพ่อบ้านมั่วเองกินเอง อิๆ

ส่วนตัวเวลาทำกับข้าวมักไม่ได้ตวงส่วนผสมไว้ก่อนอาศัยปรุงสดชิมสดขาดอะไรเติมเอาเลยหรือกะเอาซะส่วนใหญ่

Read more >>