Past lives Headline Animator

Saturday, September 11, 2010

ช่างกลปีหนึ่ง – รุ่นพี่


หลังจากได้ประสบการณ์ครั้งแรกจากการเรียนช่างกลและได้รู้รสชาติของชีวิตไปส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งมีความแตกต่างจากชีวิตวัยเรียนมัธยมอย่างสิ้นเชิง เพราะชีวิตการเรียนในสายอาชีพเราจะต้องพบเจอกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้หลายเรื่องและตั้งแต่วันนั้นมาทำให้ผมจะต้องสังเกตทุกที่ๆต้องไปให้ดี

แล้วเช้าวันถัดมาก็ต้องมาซื้อหัวเข็มขัดอันใหม่ที่โรงเรียน ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาพ่อแม่ผมไม่เคยรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง แล้วก็ไม่คิดจะเล่าให้ฟังเสียด้วย ที่ทำเพียงแค่ขอเงินมาซื้อหัวเข็มขัดใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งปรกติแล้วผมจะเจอหน้าพ่อแม่ก็ช่วงเย็นไปแล้วเท่านั้น ซึ่งท่านก็ถามว่าเป็นยังไงบ้างเรียนเป็นยังไง ผมก็ตอบแค่ว่าดีเท่านั้น ช่วงแรกผมก็กลับบ้านคนเดียว

แต่วันหนึ่งผมก็ได้เจอกับรุ่นพี่ปีสองคนหนึ่งในตอนเช้าซึ่งบ้านอยู่ซอยเดียวกันนั่นเอง ผมได้รู้จักเพราะรุ่นพี่ได้มาคุยกับผมและถามว่าเดินทางไปกลับยังไง ผมก็บอกไปตามที่ผมได้ทำอยู่ทุกวัน แต่รุ่นพี่ได้บอกว่าเวลากลับบ้านจะกลับพร้อมกันก็ได้นะกลับคนเดียวค่อนข้างเสี่ยงเพราะเราบ้านไกล ผมก็ O.K งั้นผมจะกลับบ้านพร้อมรุ่นพี่แล้วกัน

ซึ่งการที่ผมได้รู้จักกับรุ่นพี่ทำให้ผมได้เรียนรู้ (ดีไม่ดีค่อยว่ากัน) ว่าควรจะกลับช่วงเวลาไหนที่น่าจะปลอดภัยจากโรงเรียนอื่น และถ้าหากเราจะเถรไถลบ้างเราควรเลือกกลับเวลาไหนและถ้าหากจวนตัวจะทำยังไงบ้าง ซึ่งสมัยนั้นต้องวัดใจกันว่างั้นเพราะเราไปเจอเด็กโรงเรียนอื่น เราก็ระแวงเขาๆก็ระแวงเราเหมือนกัน เพราะถ้าหมัดกันรุ่นๆคงไม่เท่าไหร่แต่ถ้ามีอาวุธล่ะ ถ้าแค่มีดยังพอไหวแต่ถ้านิ้วล่ะ (วิ่งสถานเดียว) แต่ถ้าระยะใกล้ล่ะทำยังไง โดยสมัยนั้นนิ้วนี่ไม่ค่อยมีใครใช้กันมีไม่กี่ที่ๆใช้กันและพวกนั้นไม่ค่อยยุ่งกับเราเท่าไหร่เพราะมันเทียบกันไม่ได้ หรือแค่เอามาขู่ว่าอย่ามายุ่งแค่นั้น

สมัยนั้นที่ดุๆก็มีสองที่ๆขั้นชื่อจนทุกวันนี้ส่วนที่อื่นจะไม่ใช่อย่างนั้น แต่ก็จะมีเหมือนกันที่ขึ้นชื่อเรื่องอาวุธหนักซึ่งมีอยู่แค่ สามหรือสี่ที่เท่านั้นซึ่งแต่ละที่เป็นที่ๆรับเด็กเข้าเรียนทุกช่วงเวลา คือเข้าเรียนได้ทุกเมื่อนั้นเองซึ่งเด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กที่โดนไล่ออกจากที่อื่น หรือโดนรีไทร์ก็จะไปเข้าเรียนที่เหล่านี้ ซึ่งตอนนี้ได้ข่าวโดนปิดไปบ้างแล้ว ที่รู้เพราะเดียวผมจะได้ไปรู้จักกับเพื่อนที่เรียนที่เหล่านี้และได้รู้ชีวิตบางส่วนของพวกเขานั้นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อายุเยอะกว่าคนที่เรียนในระดับ ปวช. ที่ไม่น่าจะเกินยี่สิบ

โดยหลังจากได้รู้จักกับรุ่นพี่แล้วเวลาที่กลับบ้านที่ปรกติแล้วผมจะกลับบ้านเลยและเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือแม้แต่ขาโจ๋ในห้องผมก็จะกลับบ้านกันเลย แต่ผมจะไปกับรุ่นพี่และที่ๆรุ่นพี่พาไปคือห้างๆหนึ่งในตลาดบางแค ซึ่งตอนนั้นพวกผมไม่มีใครกล้าไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะกลัวจะโดนทืบ…เอาว่างั้น แต่เมื่อรุ่นพี่พาไปผมก็ได้ไปเห็นกลุ่มรุ่นพี่นั่งอยู่บนชั้นบนของห้างซึ่งเป็นชั้นอาหารหรือ Food center นั่นเอง

บนนั้นผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆในโรงเรียนเดียวกันแต่เขาเรียนรอบบ่าย ชื่อสมมุติ น็อต แล้วกัน เรียนรอบบ่ายแต่ชอบโดดเรียนมานั่งอยู่กับรอบเช้าเป็นบางวัน ตอนหลังกลายเป็นเพื่อนสนิทกับผม เพราะมันอยากเรียนรอบเช้าแต่ดันสอบได้รอบบ่ายต้องรอเทอมต่อไปว่ามีรอบเช้าห้องไหนออกไปบ้างแล้วเข้าไปแทน

ซึ่งโดยนิสัยเจ้าน็อตนี่กวนๆหน่อยแต่ก็ O.K สำหรับผม สุดท้ายเราจะมาแวะที่นี่ทุกวันประมาณชั่วโมงหรือสองชั่วโมงก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งตอนนี้ผมก็กลับบ้านพร้อมรุ่นพี่และในระหว่างกลับก็เจอเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆที่ให้ผมได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ที่ไม่เคยหาเรื่องใครโดยเราจะขึ้นรถจากหน้าตลาดด้วยรถมินิบัส ซึ่งเป็นรถที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่จากเหตุการณ์ครั้งแรก แต่ระหว่างที่ผมกลับบ้านกับรุ่นพี่ก็ได้เรียนรู้ว่าถ้ารถจะจอดจุดไหนที่เสี่ยงที่จะเจอกับคู่อริให้ไปยืนคุมประตูรถไว้ โดยรุ่นพี่จะไปประตูหน้าผมอยู่ประตูหลัง ยืนเฉยๆโดยเอาเสื้อออกนอกกางกางและเอาสมุดจดพับครึ่งตามแนวยาวแล้วเหน็บที่เอวด้านหลังโดยเสื้อที่ใส่เป็นเสื้อขาว แล้วพิงตรงขอบที่เป็นที่จับตรงประตูซึ่งหนังสือจะนูนเป็นสันออกมาให้เห็นโดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ว่าเป็นอะไร

แต่ให้ยืนเฉยๆถ้าเป็นพวกมาดักเก็บตกหรือล่าหัวเข็มขัดสมัยนั้นจะไม่กล้าเสี่ยงถ้าเขาไม่มีของหนักจริงๆ โดยมากพวกดักก็จะมากันสามสี่คนไม่มากันเยอะจะอาศัยขึ้นรถไปตบทรัพย์กับนักเรียนที่ส่วนใหญ่เรียบร้อยส่วนใหญ่ก็มักจะได้ไปพร้อมกับฝากลอยเท้าไว้บนเสื้อสองสามทีแล้วก็จากไปไม่มากไปกว่านั้น แต่หลังจากที่รุ่นพี่สอน ก็ทำให้ผมรู้ว่าจริงแล้วน้อยคนนักที่จะกล้าเข้ามาเอาของเราถ้าไม่แน่ใจว่าปลอดภัยกับตัวเองเหมือนกัน หรือแม้แต่กล้าเข้ามาจริงๆสิ่งที่เราต้องทำคือทำยังไงก็ได้ที่จะไม่ให้พวกนั้นขึ้นมาบนรถได้

นั้นคือเราต้องถีบก่อนตอนที่เขาจะพยายามจะเข้ามาทางประตูซึ่งรถมินิบัสมันแคบซึ่งผมก็พึ่งรู้ว่ามันมีประโยชน์แบบนี้นี่เอง หรือบางครั้งเราก็แค่โดนหยั่งเชิงเพียงแค่เดินมาถามแค่ เฮ้ย…รอบเช้าทำไมเพิ่งกลับวะ แค่นี้แต่เราไม่ตอบแค่ยิ้มๆเท่านั้นและสิ่งหนึ่งที่รุ่นพี่ผมคนนี้ห้ามไว้เด็ดขาดคือ เมื่อเลยพวกเขามาแล้วห้ามตะโกนด่า ท้าทายหรือให้ของลับกับพวกนั้นเด็ดขาดให้เฉยๆผ่านมาเลย

เพราะถ้าเราทำสิ่งเหล่านั้นเขาจะรู้ทันทีว่าเราลักไก่คือไม่มีอะไรว่างั้น ซึ่งจะเหมือนกับที่เราเรียกว่านักเลงไฟเขียวซึ่งเป็นสิ่งที่รุ่นพี่ผมดูถูกเหยียดหยามมากในสมัยนั้น ว่าง่ายๆคือนิ่งไว้ได้เปรียบ ซึ่งเวลานี้ผมพอจะได้เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดได้บ้างแล้ว โดยหลักๆก็

ไม่หาเรื่องใครก่อน ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ให้ถอย ถ้าถอยไม่ได้ให้ใจดีสู้เสือคือเดินเข้าไปธรรมดาแต่ระวัง แต่ถ้าโดนแน่ให้ใส่ก่อนให้ได้อย่างน้อยหนึ่งคน ที่เหลือค่อยว่ากัน ถ้าโดนรุมจริงๆใส่หมวกกันน็อคโดยเอามือสองข้างมาประสานกันที่ท้ายทอยพาดลงมาทาง กกหู ข้อศอกสองข้างชนกันที่ปลายคางอย่าให้ล้มมองข้างล่างหาช่องว่างมุดออกแล้ววิ่ง หรือถ้าล้มให้งอเข่าเข้ามาที่เหลือรอจนกว่าจะหยุด และอีกอันนี้อันตรายหน่อยคือเหล็กขุดชาป อันนี้ถ้าโดนต้องเปิดปากแผลออกให้เลือดไหลอันนี้อาจารย์บอกไว้ ซึ่งต้องบอกว่าสมัยนั้นเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ชีวิตแต่แค่สร้างความเจ็บปวดหรือบาดแผลเท่านั้น ซึ่งถ้าอีกฝ่ายมีมีดก็จะโดนฟัน ที่แขน หน้าอกหรือกลางหลังเท่านั้น เป็นแผลฝากไปให้ได้เจ็บใจเท่านั้น

ไว้คราวหน้าพบกันใหม่
Read more >>

Monday, September 6, 2010

ช่างกลปีหนึ่ง – ประสบการณ์ครั้งแรก



หลังจากได้เข้ามาเรียนแล้ว ในห้องที่เรียนมีนักเรียนประมาณ 30 คน ซึ่งมีเพื่อนที่เรียนมัธยมมาเรียนอยู่ห้องเดียวกันด้วยอีกสองคน นอกนั้นยังใหม่กันหมดคือ ยังไม่ค่อยรู้จักกันหรือสนิทกันเท่าไหร่แต่ที่เห็นๆมีขาโจ๋อยู่ 3-4 คน ที่ดูแล้วรู้เลยว่าซ่าแน่นอนและอย่างว่า เริ่มแรกก็มีมากวนๆบ้างแบบข่มๆกันประมาณนี้

ซึ่งในเวลาเรียนในวันปรกติที่เรียนทฎษฏี หนังสือจะเยอะแต่ถือได้แต่ต้องหาสายรัดเพื่อให้ถือได้สะดวกยิ่งขึ้นไม่ตกหล่นไปซะก่อน ซึ่งเป็นอุปสรรค์พอสมควรในเวลาเดินทางกลับบ้าน ส่วนวันที่ปฏิบัติเป็นวันที่ผมชอบมากเพราะมีแค่สมุดเล่มเดียวกับเสื้อฝึกงานแบบใส่ทั้งตัวและก็พับถือกลับบ้านทุกวัน

เริ่มแรกหลังจากเลิกเรียนผมกับเพื่อนสมัยมัธยมก็จะกลับด้วยกันเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกันแต่ผมไกลสุด สามคนดูยังหัวเกรียนอยู่เลยท่าทางเด็กเรียนและมักถูกขาโจ๋ในห้องมาแย่ๆเล่นบ้างพอเป็นกระศัย แต่ก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรยังไม่สนิทกันมันก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยเขาก็จะกลับเป็นกลุ่มของเขาไม่ได้กลับด้วยกันเพราะผมกับเพื่อนเจอรถก็ขึ้นเลย โดยระหว่างทางที่ผ่านเส้นทางเสี่ยงก็เห็นเด็กที่อื่นมายืนด้อมๆมองๆ ผลุบๆโผล่ในซอยข้างๆป้ายรถเมล์บ้างแต่เขาคงมองไม่เห็นเรามั้ง แต่ก็ได้ยินข่าวว่ารถโดนขว้างบ้างโดนฟันแขนบ้างกับรถที่ตามมาหลังๆ ซึ่งผมก็สงสัยว่าเรารอดมาได้ยังไง หรือว่าเป็นเพราะพระเครื่องที่แม่ให้มาและกำชับนักกำชับหนาว่าอย่าลืมจะช่วยเอาไว้…

และแล้ววันหนึ่งของประสบการณ์ในการเรียนก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งเพื่อนผมที่ขายของอยู่ในตลาดบางแคได้นัดกันว่าจะไปบ้านเพื่อนในละแวกบ้านผม นัดให้ไปรอที่ร้านและนั่งคุยฆ่าเวลารอจนเขาเลิกขายของตอนประมาณหนึ่งทุ่ม เราก็ออกมาขึ้นรถเมล์หน้าตลาดเป็นรถมินิบัส ผมและเพื่อนขึ้นไปยืนตรงช่วงด้านซ้ายค่อนไปทางกลางรถ เอาเสื้อปล่อยชายปิดหัวเข็มขัดไว้ ยืนคุยกับเพื่อนไปจนรถไปถึงช่วงวงแหวน ซึ่งเป็นป้ายที่โรงเรียนคู่อริกันจะมารอรถกลับบ้านรออยู่ และผมก็เห็นแล้วว่าเยอะยืนกันให้เต็มป้ายแล้วรถเมล์เจ้ากรรมก็จอดรับซะด้วย (จะว่าเขาก็ไม่ได้เพราะมันรายได้เขา)

ปรากฏว่าขึ้นมาเต็มคันและหลังจากขึ้นมาได้ซักพัก ซึ่งตอนนั้นไม่ได้คุยอะไรกับเพื่อนผมแล้วคือทำเป็นไม่รู้จักกันว่างั้นเถอะ พักหนึ่งรู้สึกว่ามีของมีคมโผล่มาทางหน้าต่างเป็นฟุตเหล็กเจียรคมเป็นมีดยาว มาจี้ที่เอวและด้านหลังถ้าจำไม่ผิดเป็นมีด สปาต้ามาจี้ด้านขวา พร้อมกับเปิดชายเสื้อแล้วพูดว่าขอเข็มขัดได้ไหม ตอนนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วเขาก็ดึงเข็มขัดไป พร้อมกับตบๆที่เอวเพื่อเช็คดูว่าผมมีอาวุธไหม และมีเสียงจากข้างหลังบอกเล่นมันเลย แต่มีเสียงหนึ่งบอกว่ามันมาคนเดียวเอาแค่หัวพอซึ่งก็น่าจะเป็นหัวโจกของกลุ่ม เพื่อนผมก็เห็นเหตุการณ์แต่ต้องยืนเฉยๆเวลานี้ไม่เหมาะที่จะทำอะไร สิ่งที่ต้องทำคือจะออกไปจากจุดนี้ได้ยังไงคงไม่รอให้ถึงบ้านแล้วลงแน่นอน

ก็เลยบอกหนึ่งในนั้นว่า “นาย…นายเอาของไปแล้วเราขอลงได้ไหม” ทันใดนั้นเขากดกริ่งให้และตอบกลับมาว่า “ตามสบาย” พอรถเริ่มที่จะจอดผมก็เตรียมจะลง ในใจคิดว่าต้องมีของแถมตามหลังแน่นอน และพอรถความเร็วลดลงเกือบสนิทแล้วผมก็เลยรีบโดดลง โดยมีเพื่อนผมลงตามมาติดๆและรีบวิ่งลงอย่างเร็วที่สุด สิ่งที่เห็นคือมีดที่เขาถืออยู่แต่คงไม่ถนัดเพราะเพื่อนผมยืนบังอยู่ข้างหลัง ซึ่งเพื่อนผมบอกว่าเขาชักออกมากะฝากลอย ซึ่งสมัยนั้นน่าจะเป็นกลางหลังเพราะนิยมฝากบาดแผลที่กลางหลังเพื่อให้จดจำ แล้ววันนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมโดนรับน้องใหม่จากการเข้ามารั้วของช่างกลและก็เป็นวันที่ผมจะต้องจดจำ เอาง่ายๆก็คือจำได้มาจนทุกวันนี้ นี่เองและหลังจากนั้นจะเป็นยังไงค่อยมาต่อในคราวหน้า
Read more >>

Sunday, September 5, 2010

ช่างกลปีหนึ่ง – วันแรกของการเรียนช่าง



วันแรกของการก้าวเข้าสู่รั้วของโรงเรียนช่างกล มันช่างแตกต่างจากโรงเรียนมัธยมที่จากมาเสียเหลือเกิน ซึ่งสภาพแวดล้อมเติมไปด้วยโรงฝึกงานเป็นส่วนใหญ่ของตึกที่มีทั้งหมด ก้าวแรกที่เข้าประตูในตอนเช้าประมาณ 6.00 น. ของทุกวันที่ผมจะต้องถึงโรงเรียนเพราะผมเรียนรอบเช้าเข้าเรียน 7.00 น. ภาพที่ต้องเจอทุกวันคือ องค์วิษณุที่เป็นสง่าอยู่ทางซ้าย แต่…ทางขวามือคืออาจารย์อย่างน้อยสองท่านที่จะยืนอยู่เพื่อตรวจสอบความผิดปรกติของนักเรียนที่น่าสงสัยว่าจะพกอาวุธมาโรงเรียน

ซึ่งการสังเกตของอาจารย์ก็คงมีวิธีของเขาที่จะสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนเอง ไม่ว่าจะเป็นอาการลอกแลก การเดินที่ผิดปรกติ ความเรียบร้อยของชุดนักศึกษาว่ามีร่องรอยของอาวุธนูนออกมาหรือไม่ ซึ่งถ้าหากถูกตรวจพบก็จะโดนตัดคะแนนความประพฤติซึ่งมี 100 คะแนน แบบเอาอย่างโรงเรียนมัธยมเลยว่างั้น จะถูกตัดคะแนนแถมโดนทำโทษด้วยการตีอีก ซึ่งไม่รู้ว่าสมัยนั้นมีกี่ที่ๆโรงเรียนช่างกลจะมีการทำโทษด้วยการตี แต่ที่นี่มีแน่นอนและมีกฎที่เข้มงวดด้วยเท่าที่จำได้ก็มีนักสุดคือถ้าไปมีเรื่องไม่ว่าจะไปมีเรื่องกับโรงเรียนอื่นข้างนอกหรือมีเรื่องกันเอง ถ้าถูกจับได้ครั้งแรกทันบนครั้งสองไล่ออกสถานเดียว โดยสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของนักเรียนสมัยนั้นคือ กล้องวีดีโอ เพราะมันชัดด้วยภาพว่าใครเป็นใครหมดสิทธิอุทรใดๆทั้งสิ้น

แล้วที่เราต้องระวังคือไม่ว่าใครจะผิดจะถูกหรือโรงเรียนอื่นมาหาเรื่องหรือไปหาเรื่องเขา ก็จะมีโทษเหมือนกันคือทันบนและไล่ออก ฉะนั้นเวลาออกไปข้างนอกเราต้องระวังเรื่องพวกนี้มากเพราะไม่อยากถูกไล่ออก
ซึ่งการเรียนเริ่มแรก รู้สึกใหม่กับพื้นที่มากและอาจารย์ด้วย เพราะการพูดจาของอาจารย์กับนักเรียนจะเป็นกันเองมาก โดยเฉพาะเวลาลงวิชาที่ต้องลงทำงานในช๊อบ…ต้องเสียงดังสู้กับเสียงทำงานของเครื่องยนต์ต่างๆ เสียงตีเหล็กและอื่นๆ และ ณ. เวลานั้นโรงเรียนเป็นชายล้วนไม่มีผู้หญิงคือสอนช่างโดยเฉพาะซึ่งผมเองก็สอบได้ช่างยนต์ คือว่าง่ายๆคือคะแนนสอบต่ำสุดเขาจะให้มาลงช่างยนต์ พวกคะแนนดี Top จะได้เลือกว่าจะเรียน อิเลคทรอนิคส์หรือไฟฟ้าได้ ซึ่งผมก็คิดว่าช่างยนต์นี่แหล่ะเหมาะกับผมแล้วเพราะจบ ม.3 ด้วยอาการล่อแล่เต็มทนเกรดเฉลี่ยต่ำว่าสอง แต่ไม่เคยน้อยใจในชีวิตเลยต้องมาเรียนช่างกลนี่เอง

โดยผมยังได้เรียนรอบเช้าห้องหนึ่ง เอาวะ…อย่างน้อยก็ได้อยู่ห้องหนึ่งที่นี่ เข้า 7.oo เลิก 13.00น. วันแรกยังไม่พูดอะไรมากเพราะตอนเช้าของการเดินทางมาเรียนไม่ใช่ปัญหาเพราะออกจากบ้านตีห้าครึ่ง ส่วนใหญ่ความลำบากมักเกิดตอนกลับบ้าน โดยตอนกลับบ้านผมจะต้องขึ้นรถจากหน้าโรงเรียนโดยจะผ่านจุดเสี่ยงอยู่หลายจุดกว่าจะถึงบ้านเพราะบ้านผมอยู่ในเขตปริมณฑล จุดต่อระหว่างกรุงเทพกับนครปฐม

จุดเสียง
1. จุดแรกที่ผ่านหลังจากเลี้ยวขวาจากแยกท่าพระ (ตอนนั้นยังไม่มีสะพานข้ามแยกอุโมงค์ไม่ต้องพุดถึง) จะเจอ ร.ร พาณิชขึ้นชื่อเรื่องบู้อยู่จุดนี้อันตรายมากจุดแรก โรงเรียนขาโหดชอบใช้อาวุธหนัก สมัยนั้นเรียกนิ้ว
2. ป้ายบางไผ่หรือป้ายวัดนวล ป้ายนี้อยู่ทางลงสะพานมักมีหลายโรงเรียนที่ชอบหาอะไรทำมาดัก
3. ป้ายวัดจันทร์
4. ป้ายศาลเจ้าพ่อเสือ
5. ป้ายวัดรางบัวจุดดักของโรงเรียนหนึ่ง (เป็นสถาบันฝึกอาชีพ) จุดรวมของเขา
6. ป้ายก่อนถึงบางแค่ มีหนึ่งโรงเรียนขาโหดชอบใช้อาวุธหนัก สมัยนั้นเรียกนิ้ว
7. ป้ายบางแค่ (มี 3 ป้าย) หลายโรงเรียนและขาใหญ่เด็กตลาด
8. เลยบางแคจะมีโรงเรียนพานิชนนึ่งโรงเรียนปัญหาไม่ใช่โรงเรียนนั้น แต่เป็นโรงเรียนอื่นที่มาจีบสาวที่นั้นและเป้นจุดต่อรถจุดใหญ่ของช่างกลโรงเรียนหนึ่ง
9. ถนนวงแหวน (ตอนนั้น เคอะมอบางแคยังไม่สร้าง) เป็นจุดรอรถเข้าโรงเรียนของคู่อริ
10. ป้ายวีเหลี่ยมวงแหวน เป็นจุดรอรถกลับบ้านของโรงเรียนคู่อริ
11. วัดม่วง จุดต่อรถของผมเพื่อกลับบ้านและจุดต่อของคนอื่นด้วย
12. หลังจากต่อรถแล้วก็ป้ายหลักสอง เป็นโรงเรียนช่างกลอีกหนึ่งโรงเรียน
13. ป้ายวัดอุดมรังสี เป็นโรงเรียนช่างกลอีกโรงเรียนหนึ่ง และเป็นป้ายสุดท้ายก่อนถึงบ้าน

(นิ้วคือศัพท์ที่ใช้เรียกอาวุธปืน ซึ่งไม่นิยมในสมัยนั้นคือหายากที่จะมีคนเอามาใช้ พวกที่เอามาใช้คือพวกที่ไม่มีอะไรแล้วแลกได้ทุกอย่าง ส่วนอีกอันคือปืนปากกานั้นนี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยกลัวกันเพราะศูนย์ไม่ตรงถ้าโดนถือว่าโชคร้ายและส่วนใหญ่คนที่มีก็ไม่ค่อยใช้กันถ้าไม่อยู่ระยะประชิดจริงๆเพราะอาจจะไปโดนพวกเดียวกันหรือชาวบ้านได้ สมัยนั้นไม่มั่ว)

ที่ว่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ผมต้องเรียนรู้ ว่าช่วงเวลาไหนปลอดภัยสำหรับการเดินทางกลับบ้านและขอจบเท่านั้นก่อนไว้มาต่อในตอนหน้า…
Read more >>

Friday, September 3, 2010

เด็กช่างกล - แนะนำตัว



สวัสดีครับเพื่อนๆพี่ๆน้อง วันนี้ผมจะเล่าประสบการณ์ของผมในสมัยเรียนช่างกล ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรอย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าชีวิตของเด็กนักเรียนอาชีวะหรือช่างกล มีแนวทางเป็นอย่างไรสุขทุกอย่างไรเพื่อให้เป็นการเรียนรู้ของหลายคนให้ทราบว่าชีวิตเด็กช่างอดีตถึงปัจจุบัน แตกต่างกันอย่างไร ชิ่งส่วนหนึ่งของชีวิตการเรียนของผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ได้พบเห็นสิ่งที่ดีและไม่ดีมากมายตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ได้เรียนในสาขาช่างยนต์

ได้พบเพื่อนรุ่นพีรุ่นน้อง ที่ชีวิตของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนิสัยความชอบการชักนำ ของเพื่อนรุ่นพีที่มีผลต่อชีวิตของผมที่จะเลือกเดินไปแบบไหนอย่างไร จะเลือกเดินในเส้นทางการเรียนที่ดีเรียนให้จบ เดินเส้นทางสายโจรหรือจะเดินเส้นทางของยาเสพติด มีครบทุกรสชาติตลอดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องยอมรับว่าไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่เพราะเรื่องการเรียนแต่เป็นเพราะต้องเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจมีผลต่อชีวิตและร่างกาย การช่างสังเกตการณ์คาดการการและวัดใจเพื่อเอาตัวรอดล้วนถูกนำมาใช้งานในช่วงชีวิตนี้จนหมดสิ้น

ซึ่งเส้นทางของแต่ละคนเส้นทางเดินไม่เหมือนกันแม้จะเรียนที่เดียวกันก็ตาม ซึ่งผมเองเรียนในโรงเรียนเอกชนแหล่งหนึ่งย่านฝั่งธนซึ่งมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งไม่ว่าจะสถาบันไหนก็จะมีกฎระบบที่คล้ายๆกันโทษสูงสุดของโรงเรียนคือไล่ออก แล้วทำไมยังเห็นเด็กช่างกลที่ออกมาตีรันฟันแทงกันบ่อยๆ เดี่ยวผมจะเขียนต่อในคราวหน้า อย่างน้อยเพื่อให้เป็นการรู้เท่าทันของปัญหาซึ่งส่วนตัวผ่านชีวิตตรงนั้นมาแล้วสิบกว่าปี มองย้อนไปแล้วอยากจะแชร์ผลลัพธ์ของสิ่งที่กระทำมาให้รุ่นหลังๆได้เรียนรู้กัน
โดยชีวิตที่ผ่านมานั้นของผมก็ไม่ค่อยได้เจ็บตัวกับเขาเท่าไหร่ แต่ก็ได้ผ่านเหตุการณ์หลายอย่างที่เสี่ยงต่อการบากเจ็บมาแทบทั้งนั้นแต่ก็ผ่านมาได้แต่โดยดี ซึ่งสมัยเมื่อซักเกือบยี่สิบปีก่อนนี้ ไม่รุนแรงเท่าปัจจุบันแต่ก็พอเทียบเคียงได้
Read more >>