Past lives Headline Animator

Saturday, September 11, 2010

ช่างกลปีหนึ่ง – รุ่นพี่


หลังจากได้ประสบการณ์ครั้งแรกจากการเรียนช่างกลและได้รู้รสชาติของชีวิตไปส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งมีความแตกต่างจากชีวิตวัยเรียนมัธยมอย่างสิ้นเชิง เพราะชีวิตการเรียนในสายอาชีพเราจะต้องพบเจอกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้หลายเรื่องและตั้งแต่วันนั้นมาทำให้ผมจะต้องสังเกตทุกที่ๆต้องไปให้ดี

แล้วเช้าวันถัดมาก็ต้องมาซื้อหัวเข็มขัดอันใหม่ที่โรงเรียน ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาพ่อแม่ผมไม่เคยรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง แล้วก็ไม่คิดจะเล่าให้ฟังเสียด้วย ที่ทำเพียงแค่ขอเงินมาซื้อหัวเข็มขัดใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งปรกติแล้วผมจะเจอหน้าพ่อแม่ก็ช่วงเย็นไปแล้วเท่านั้น ซึ่งท่านก็ถามว่าเป็นยังไงบ้างเรียนเป็นยังไง ผมก็ตอบแค่ว่าดีเท่านั้น ช่วงแรกผมก็กลับบ้านคนเดียว

แต่วันหนึ่งผมก็ได้เจอกับรุ่นพี่ปีสองคนหนึ่งในตอนเช้าซึ่งบ้านอยู่ซอยเดียวกันนั่นเอง ผมได้รู้จักเพราะรุ่นพี่ได้มาคุยกับผมและถามว่าเดินทางไปกลับยังไง ผมก็บอกไปตามที่ผมได้ทำอยู่ทุกวัน แต่รุ่นพี่ได้บอกว่าเวลากลับบ้านจะกลับพร้อมกันก็ได้นะกลับคนเดียวค่อนข้างเสี่ยงเพราะเราบ้านไกล ผมก็ O.K งั้นผมจะกลับบ้านพร้อมรุ่นพี่แล้วกัน

ซึ่งการที่ผมได้รู้จักกับรุ่นพี่ทำให้ผมได้เรียนรู้ (ดีไม่ดีค่อยว่ากัน) ว่าควรจะกลับช่วงเวลาไหนที่น่าจะปลอดภัยจากโรงเรียนอื่น และถ้าหากเราจะเถรไถลบ้างเราควรเลือกกลับเวลาไหนและถ้าหากจวนตัวจะทำยังไงบ้าง ซึ่งสมัยนั้นต้องวัดใจกันว่างั้นเพราะเราไปเจอเด็กโรงเรียนอื่น เราก็ระแวงเขาๆก็ระแวงเราเหมือนกัน เพราะถ้าหมัดกันรุ่นๆคงไม่เท่าไหร่แต่ถ้ามีอาวุธล่ะ ถ้าแค่มีดยังพอไหวแต่ถ้านิ้วล่ะ (วิ่งสถานเดียว) แต่ถ้าระยะใกล้ล่ะทำยังไง โดยสมัยนั้นนิ้วนี่ไม่ค่อยมีใครใช้กันมีไม่กี่ที่ๆใช้กันและพวกนั้นไม่ค่อยยุ่งกับเราเท่าไหร่เพราะมันเทียบกันไม่ได้ หรือแค่เอามาขู่ว่าอย่ามายุ่งแค่นั้น

สมัยนั้นที่ดุๆก็มีสองที่ๆขั้นชื่อจนทุกวันนี้ส่วนที่อื่นจะไม่ใช่อย่างนั้น แต่ก็จะมีเหมือนกันที่ขึ้นชื่อเรื่องอาวุธหนักซึ่งมีอยู่แค่ สามหรือสี่ที่เท่านั้นซึ่งแต่ละที่เป็นที่ๆรับเด็กเข้าเรียนทุกช่วงเวลา คือเข้าเรียนได้ทุกเมื่อนั้นเองซึ่งเด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กที่โดนไล่ออกจากที่อื่น หรือโดนรีไทร์ก็จะไปเข้าเรียนที่เหล่านี้ ซึ่งตอนนี้ได้ข่าวโดนปิดไปบ้างแล้ว ที่รู้เพราะเดียวผมจะได้ไปรู้จักกับเพื่อนที่เรียนที่เหล่านี้และได้รู้ชีวิตบางส่วนของพวกเขานั้นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อายุเยอะกว่าคนที่เรียนในระดับ ปวช. ที่ไม่น่าจะเกินยี่สิบ

โดยหลังจากได้รู้จักกับรุ่นพี่แล้วเวลาที่กลับบ้านที่ปรกติแล้วผมจะกลับบ้านเลยและเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือแม้แต่ขาโจ๋ในห้องผมก็จะกลับบ้านกันเลย แต่ผมจะไปกับรุ่นพี่และที่ๆรุ่นพี่พาไปคือห้างๆหนึ่งในตลาดบางแค ซึ่งตอนนั้นพวกผมไม่มีใครกล้าไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะกลัวจะโดนทืบ…เอาว่างั้น แต่เมื่อรุ่นพี่พาไปผมก็ได้ไปเห็นกลุ่มรุ่นพี่นั่งอยู่บนชั้นบนของห้างซึ่งเป็นชั้นอาหารหรือ Food center นั่นเอง

บนนั้นผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆในโรงเรียนเดียวกันแต่เขาเรียนรอบบ่าย ชื่อสมมุติ น็อต แล้วกัน เรียนรอบบ่ายแต่ชอบโดดเรียนมานั่งอยู่กับรอบเช้าเป็นบางวัน ตอนหลังกลายเป็นเพื่อนสนิทกับผม เพราะมันอยากเรียนรอบเช้าแต่ดันสอบได้รอบบ่ายต้องรอเทอมต่อไปว่ามีรอบเช้าห้องไหนออกไปบ้างแล้วเข้าไปแทน

ซึ่งโดยนิสัยเจ้าน็อตนี่กวนๆหน่อยแต่ก็ O.K สำหรับผม สุดท้ายเราจะมาแวะที่นี่ทุกวันประมาณชั่วโมงหรือสองชั่วโมงก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งตอนนี้ผมก็กลับบ้านพร้อมรุ่นพี่และในระหว่างกลับก็เจอเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆที่ให้ผมได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ที่ไม่เคยหาเรื่องใครโดยเราจะขึ้นรถจากหน้าตลาดด้วยรถมินิบัส ซึ่งเป็นรถที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่จากเหตุการณ์ครั้งแรก แต่ระหว่างที่ผมกลับบ้านกับรุ่นพี่ก็ได้เรียนรู้ว่าถ้ารถจะจอดจุดไหนที่เสี่ยงที่จะเจอกับคู่อริให้ไปยืนคุมประตูรถไว้ โดยรุ่นพี่จะไปประตูหน้าผมอยู่ประตูหลัง ยืนเฉยๆโดยเอาเสื้อออกนอกกางกางและเอาสมุดจดพับครึ่งตามแนวยาวแล้วเหน็บที่เอวด้านหลังโดยเสื้อที่ใส่เป็นเสื้อขาว แล้วพิงตรงขอบที่เป็นที่จับตรงประตูซึ่งหนังสือจะนูนเป็นสันออกมาให้เห็นโดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ว่าเป็นอะไร

แต่ให้ยืนเฉยๆถ้าเป็นพวกมาดักเก็บตกหรือล่าหัวเข็มขัดสมัยนั้นจะไม่กล้าเสี่ยงถ้าเขาไม่มีของหนักจริงๆ โดยมากพวกดักก็จะมากันสามสี่คนไม่มากันเยอะจะอาศัยขึ้นรถไปตบทรัพย์กับนักเรียนที่ส่วนใหญ่เรียบร้อยส่วนใหญ่ก็มักจะได้ไปพร้อมกับฝากลอยเท้าไว้บนเสื้อสองสามทีแล้วก็จากไปไม่มากไปกว่านั้น แต่หลังจากที่รุ่นพี่สอน ก็ทำให้ผมรู้ว่าจริงแล้วน้อยคนนักที่จะกล้าเข้ามาเอาของเราถ้าไม่แน่ใจว่าปลอดภัยกับตัวเองเหมือนกัน หรือแม้แต่กล้าเข้ามาจริงๆสิ่งที่เราต้องทำคือทำยังไงก็ได้ที่จะไม่ให้พวกนั้นขึ้นมาบนรถได้

นั้นคือเราต้องถีบก่อนตอนที่เขาจะพยายามจะเข้ามาทางประตูซึ่งรถมินิบัสมันแคบซึ่งผมก็พึ่งรู้ว่ามันมีประโยชน์แบบนี้นี่เอง หรือบางครั้งเราก็แค่โดนหยั่งเชิงเพียงแค่เดินมาถามแค่ เฮ้ย…รอบเช้าทำไมเพิ่งกลับวะ แค่นี้แต่เราไม่ตอบแค่ยิ้มๆเท่านั้นและสิ่งหนึ่งที่รุ่นพี่ผมคนนี้ห้ามไว้เด็ดขาดคือ เมื่อเลยพวกเขามาแล้วห้ามตะโกนด่า ท้าทายหรือให้ของลับกับพวกนั้นเด็ดขาดให้เฉยๆผ่านมาเลย

เพราะถ้าเราทำสิ่งเหล่านั้นเขาจะรู้ทันทีว่าเราลักไก่คือไม่มีอะไรว่างั้น ซึ่งจะเหมือนกับที่เราเรียกว่านักเลงไฟเขียวซึ่งเป็นสิ่งที่รุ่นพี่ผมดูถูกเหยียดหยามมากในสมัยนั้น ว่าง่ายๆคือนิ่งไว้ได้เปรียบ ซึ่งเวลานี้ผมพอจะได้เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดได้บ้างแล้ว โดยหลักๆก็

ไม่หาเรื่องใครก่อน ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ให้ถอย ถ้าถอยไม่ได้ให้ใจดีสู้เสือคือเดินเข้าไปธรรมดาแต่ระวัง แต่ถ้าโดนแน่ให้ใส่ก่อนให้ได้อย่างน้อยหนึ่งคน ที่เหลือค่อยว่ากัน ถ้าโดนรุมจริงๆใส่หมวกกันน็อคโดยเอามือสองข้างมาประสานกันที่ท้ายทอยพาดลงมาทาง กกหู ข้อศอกสองข้างชนกันที่ปลายคางอย่าให้ล้มมองข้างล่างหาช่องว่างมุดออกแล้ววิ่ง หรือถ้าล้มให้งอเข่าเข้ามาที่เหลือรอจนกว่าจะหยุด และอีกอันนี้อันตรายหน่อยคือเหล็กขุดชาป อันนี้ถ้าโดนต้องเปิดปากแผลออกให้เลือดไหลอันนี้อาจารย์บอกไว้ ซึ่งต้องบอกว่าสมัยนั้นเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ชีวิตแต่แค่สร้างความเจ็บปวดหรือบาดแผลเท่านั้น ซึ่งถ้าอีกฝ่ายมีมีดก็จะโดนฟัน ที่แขน หน้าอกหรือกลางหลังเท่านั้น เป็นแผลฝากไปให้ได้เจ็บใจเท่านั้น

ไว้คราวหน้าพบกันใหม่

1 comment:

  1. บังเอิญผ่านมา อ่านสนุกดีครับ

    ReplyDelete