Past lives Headline Animator

Saturday, October 16, 2010

ช่างกลปีหนึ่ง – เรียนเป็นเรียน



หลังจากการเข้ามาเรียนช่างกลได้ระยะหนึ่งแล้วและจากการได้พบรุ่นพี่ซึ่งสนิทกันมากกว่าเพื่อนห้องเดียวกัน เพื่อนรุ่นเดียวกันที่สนิทก็คนละห้องกัน เพราะเพื่อนในห้องไม่มีใครรู้ว่าผมเองไปที่ไหนและทำอะไร ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็จะไปรวมกลุ่มกับรุ่นพี่ที่ห้างชั้นบนที่จะไปนั่งกันทุกวัน มีดื่มบ้างซักเล็กน้อยแต่ไม่ถึงเมาแค่เลือดลมสูบฉีด เพราะยังเหลือระยะทางที่จะต้องกลับบ้านอีกไกลพอควร ต้องใช้สติในการเดินทางเว้นเสียจากจะไม่กลับบ้าน คือไปค้างบ้านเพื่อนในกลุ่มก็เต็มที่

แน่นอนการเที่ยวแต่ไปในที่ต่างๆเริ่มจากตรงนี้ ซึ่งหลายครั้งหลังจากเลิกเรียนเราจะไปเที่ยวตามสถานที่เที่ยวกลางคืนในสมัยนั้นก็จะเป็นเทคแบบมีฟลอให้ไปเต้นกันเมื่อได้ที่นั่นเอง ซึ่งก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากนั้นไม่กี่ปีก็เป็นแบบสมัยนี้ที่เต้นกันที่โต๊ะเลย และก็แน่นอนกลับว่าบ้านดึกๆถึงสว่างแน่นอน บางครั้งกลับถึงบ้านตอนแม่ออกมาใส่บาตรพอดี แต่ผมพึ่งจะเข้าบ้านแล้วอาบน้ำแต่ตัวออกไปเรียนต่อทันที ทั้งที่ยังไม่ได้นอนและก็ยังไม่ส่างเมาเลย

สุดท้ายต้องไปนั่งหลับหลังเพื่อนตองลงฉ๊อบเพราะเรียนกันทั้งวันแต่จะหลับได้แป๊บนึงตอนอาจารย์สอนตอนเริ่มและสั้งงาน และจะได้นอนอีกทีตอนพักกินข้าวซึ่งมีเวลาพักแค่ประมาณ 40 นาที ต้องรีบกินข้าวให้เสร็จภาย 10-15 นาที แล้วมานอนที่หน้าฉ๊อบฝึกงานต่อซึ่งก็เวลานี้ล่ะ เพื่อนๆจะมานอนกันเต็มพื้นหน้าฉ๊อบเลยทีเดียวเป็นแบบนี้ประจำ โดยเมื่อถึงเวลาเรียนอาจารย์จะมาปลุกโดยจะใช้เท้าหรือเรียกง่ายๆคือ ตี…น นี่แหล่ะเตะเบาๆแต่จะเพิ่มแรงขึ้นถ้าคนไหนยังไม่ตื่น หรือถ้าตื่นแล้วทำยึกยักมีโดนถีบอีกต่างหาก รับรองว่าตาสว่างแน่นอน

ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกครับที่เราจะทำกันแบบนี้เป็นประจำ แม้แต่การเล่นกันเองในห้องก็จะเล่นกันเจ็บๆนี่แหล่ะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ทนมือทนเท้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ไม่เถื่อนจนเลือดตกยางออกหรือช้ำในแน่นอน

ซึ่งสำหรับผมจะเป็นแบบนี้อยู่เลื่อยๆ ซึ่งผมถือคติอยู่ว่า “เรียนเป็นเรียนเที่ยวเป็นเที่ยว ไม่หาเรื่องใคร ไม่ทำคนไม่มีทางสู้” ซึ่งก็ใช้มาตลอด แล้วก็หลายครั้งที่ผมได้เพื่อนต่างโรงเรียนมากมายจากการที่ครั้งแรกอาจจะมีเรื่องกัน แต่สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกันได้อยู่ดี เพราะคติข้างต้นนี่เองและก็เพราะเหตุนี้เวลาผมไปที่ไหนมักไม่ค่อยโดนดักตี เพราะคนที่มาดักเห็นเราก็ผ่านแต่เราต้องบอกคนในรถที่ไปด้วยว่าอย่าแกว่งปากหาเรื่องเท่านั้นเอง ที่เหลือทักกันแค่คำเดียวก็ผ่านแล้ว

และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยทำเลยคือการขีดเขียนหรือพ่นสีเพื่อบ่งบอกอะไรบางอย่างที่เป็นการท้าทายหรือบอกว่าข้ามาถึงแล้วอะไรแบบนี้ จะไม่ทำเด็ดขาดและจะบอกเพื่อนหรือรุ่นน้องที่หลังจากที่ผมได้เป็นรุ่นพี่ไปแล้วว่าไม่ให้ทำ เพราะการกระทำแบบนั้นผมเองหรือรุ่นพี่และอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยเรียนที่เดียวกันจบแล้วก็มาสอนที่นี่อีกที่สอนผมมาบอกไว้ซึ่งมันกินใจผมมาตลอด คือ คนน่ะเขาไม่ทำกันหรอกแบบนี้ไปที่ไหนเราไม่ต้องไปเยี่ยวลดเสาไฟ กำแพง เพื่อแสดงอนนาเขตของตัวเอง ซึ่งมันก็ทำให้ผมคิดได้ว่า เออจริงหว่ะและมันก็ฝังใจมาจนทุกวันนี้เลยก็ว่าได้ และผมก็ด่าเพื่อนที่จะทำแบบนี้ประจำ

และสุดท้ายเกรดเฉลี่ยในเทอมแรกก็ออกมาได้ 3.xx กว่าๆ ก็เอาวะ…จากเกรดตอนจม ม.3 หนึ่งกว่าๆที่ใครก็ว่าไอ้โง่ เราก็เลือกมาเรียนที่เราชอบได้อันดับต้นๆของห้องก็ OK ซึ่งจริงๆผมก็ไม่ใช่เด็กเรียน แต่ถือคติอย่างว่าก็ทำให้ผมเรียนต่อไปได้ดี และหลังจากจบเทรอมแรกแล้วรุ่นพี่ผมที่ผมกลับบ้านด้วยประจำก็ถูก รีไทร์ออกไป

No comments:

Post a Comment