Past lives Headline Animator

Friday, September 12, 2014

ถูกผีลากให้นอนนอกห้อง

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องราวน่ากลัวบ้าง ในช่วงที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยกันครับ เป็นเรื่องราวที่ผมไม่เคยลืมเลยจนบัตินี้ เป็นหนึ่งเรื่องที่ทำให้ผมกลัวได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้


ซึ่งในระหว่างนั้นผมกำลังเรียนอยู่ในช่วงปีหนึ่งต่อเนื่อง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและก็ไกลจากบ้านมาก ก็เลยต้องไปเช่าอพาร์ทเม้นท์กับเพื่อนรวมกันอยู่สามคนด้วยกัน ซึ่งอพาร์ทเม้นท์ก็ยังสร้างเสร็จใหม่ๆยังไม่ได้เก่าอะไร มีแอร์ให้ด้วยซึ่งในตอนนั้นค่าเช่าก็ไม่แพง เพียงแค่เดือนละ 1,700 บาท ราคานี้ก็เหมาะกับราคาอพาร์ทเม้นท์ชานเมืองในสมัยนั้นก็ยังไม่ได้เจริญอะไรมาก ยังเป็นทุ่งนาล้อมรอบซะส่วนใหญ่

บรรยาการถือว่าค่อนข้างดีทีเดียวที่เที่ยวไม่มีที่เที่ยวในละแวกนั้น เรียกง่ายๆว่าเรียนเสร็จประมาณ 6 โมงเย็น กินข้าวเสร็จถ้าไม่นั่งสรรค์สรรกันก็นอนกันในที่สุด ในอพาร์ทเม้นท์ของเราที่อยู่นั้นห้องก็ถือว่ากว้างพอควรสำหรับสามคน มีเตียงให้หนึ่งเตียงอยู่ติดกับหน้าต่างริมทางเดิน ถัดไปก็เป็นระเบียงอยู่หลังห้องซึ่งมีประตูหลังห้องปิดไว้หนึ่งบานพร้อมบานเกร็ด อยู่ติดกับประตู ส่วนห้องน้ำอยู่ตรงระเบียงข้างหลังนั้นเองอยู่ด้านนอกห้อง ก็ถือว่าดีทีเดียวเลยกับห้องพักแบบนี้

โดยระหว่างที่ผมเริ่มเรียนไปได้เกือบครึ่งเทอมนั้น กิจวัตรประจำที่ผมทำหลังจากกลับมาจากเรียน ก็กินข้าวแล้วก็อาจจะมีดื่มบ้างเล็กน้อยและในวันนั้นก็ดื่มเบียร์ไปนิดหน่อยกับเพื่อนคนละกระป๋อง ดื่มแค่พอเป็นกระไสหลังจากดื่มเสร็จก็เตรียมอาบน้ำแต่งตัวนอน วันนั้นผมอาบน้ำนอนคนสุดท้ายประมาณเกือบสี่ทุ่มก่อนอาบน้ำก็ได้ถอดพระประจำตัวที่แขวนมาตลอดออกไปแขวนไว้บนหัวเตียงที่เพื่อนอีกคนอนอยู่

แล้วก็ปิดไฟนอน ผมนอนถัดมาจากเพื่อนอีกคนหนึ่งที่นอนบนพื้นข้างเตียงที่เพื่อนอีกคนนอนอยู่ ผมนอนถัดมาเกือบๆกลางห้องแล้วก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเหมือนกัน

แต่มารู้สึกตัวอีกทีในตอนที่เหมือนมีใครมาเดินหรือวิ่งข้ามตัวผมไปมาๆ เสียงดัง ตึกๆ... แล้วผมก็รู้สึกโมโหขึ้นมาแล้วถามว่าใครว๊ะ ดึกดื่นยังมาเดินข้ามกุทำไรไปมาๆ ไม่นอน ตอนนั้นผมเองก็นึกว่าเพื่อนมาเล่นพิเรนอะไร... แต่ก็ไม่มีเสียงตอบใดๆมา

ผมก็เลยบอกกุจะนอนแล้วง่วงมึ่งเรียบไปนอนเลย ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีใครมาเตะที่หมอนที่ผมนอนอยู่ ตอนนั้นเองผมก็ได้พยายามจะมองไปทางที่ถูกเตะมานั่นเอง ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองขยับตัวได้ลำบากเหมือนมีอะไรมาทับไว้ แต่ก็พยายามหันไปมองจนเห็นเงาดำยืนอยู่ตรงหัวนอน ตีนของเงาดำอยู่ไกล้กับหมอนที่ผมหนุนหัวอยู่นั่นเอง

และในตอนนั้นก็มีเสียงพูดดังมา ตอนนั้นฟังแล้วเป็นเสียงผู้หญิงแต่พูดมาด้วยน้ำเสียงที่เข้ม พูดมาว่ามึงเป็นใครมานอนที่นี่ได้ยังไงใครให้มานอน หะ...

ผม: ตอบกลับไปว่าผมมาเช่าที่นี่แล้วก็ต้องนอนที่นี่สิ

ผู้หญิง: เสียงตะคอก "กูยังไม่ได้ให้ มึงมานอนได้ยังไง ไปซะ"

ผม: ไม่ไป

ผู้หญิง: งั้นถ้ามึงไม่ไปกูจะเอามึงออกไปเอง

พอสิ้นเสียงเท่านั้นแหล่ะ ผมรู้สึกว่าที่นอนของผมขยับแล้วก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปทางหลังห้อง ไปตรงประตูหลังที่เปิดเอาไว้รับลม ในตอนนั้นผมรู้สึกตัวดีทุกอย่างเพียงแต่ยังขยับตัวไม่ได้เท่านั้นเอง แล้วก็เห็นว่าที่นอนผมกำลังเคลื่อนไปหลังห้องอย่างช้าๆแล้วผมก็รู้สึกเสียววูปไปทั้งตัว ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเป็นยังไปต่อไป ทำได้แต่พยามยามจะขยับตัว แล้วก็มีเสียงบอกมาว่า "กุจะจับมึงโยนออกไป มึงคอยดู ฮะๆๆ"

แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะทำอะไรซักอย่าง ไม่อย่างนั้นแย่แน่งานนี้ ตอนนั้นก็เลยรอบรวมสติ นึกถึงพระที่แขวนคออยู่ทุกวันนึกถึงท่านแล้วสวดมนต์ ตั้งนะโมไปสามจบแล้วก็ยังไม่หาย (ตั้งสติสวดแบบช้าๆ) ระหว่างนั้นผมรู้ว่าผมไปถึงขอบประตูหลังแล้วหัวเลยขอบประตูไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ในตอนนั้นเองก็ได้สวดคาถาชินบัญชร

"ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา."

สวดได้ถึงตรงนี้เอง และก็รู้สึกว่าตัวเองขยับตัวได้แล้ว ก็เด้งพรวดขึ้นมาเลยแล้วรีบวิ่งไปที่เตียงไปคว้าเอาพราะมาห้อยคอไว้เลยในตอนนั้น (คาถาชินบัญชร ผมเองก็จำได้เท่านั้นเองเพราะสวดบ้างไม่สวดบ้าง) แต่ผมก็คิดว่านั่นก็ช่วยผมได้มากแล้วไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็ตาม

ในตอนนั้นเพื่อนผมทั้งสองคนก็ตื่น แล้วผมผมว่าเฮ้ยเป็นไรวะ แต่ตอนนั้นผมไม่ตอบแต่ขึ้นไปบนเตียงที่เพื่อนคนหนึ่งนอนอยู่แล้วบอกเพื่อนว่าขอนอนด้วยก่อน แล้วจากนั้นผมก็กราบหมอนวสดมนต์ไว้พระแล้วอธิษฐานว่า "ถ้ามีอะไรที่ลูกได้ล่วงเกินด้วยกายวาจาใจขอให้ยกโทษให้ด้วย นึกถึงเจ้าที่เจ้าทางว่าลูกมาอยู่ที่นี่ยังไม่ได้ไหว้ขอให้ยกโทษให้ด้วย แล้วลูกจะไปไหว้พรุ่งนี้นะ"

จากนั้นก็นอนแต่ก็ไม่ได้หลับง่ายๆ และก็น่าจะนานกพอสมควรถึงจะหลับมารู้ตัวอีกทีตอนเช้า ถึงได้เล่าเรื่องให้เพื่อนได้ฟัง จากนั้นก็เลยพากันไปไหว้ศาลเจ้าที่ของอพาร์ทเม้นท์

หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอเหตุอะไรอีกเลยจนย้ายที่อยู่ไปให้ไกล้มหาลัยขึ้นกว่าเดิม และนี่ก็เป็นหนึ่งเรื่องราวที่ได้เจอแล้วก็เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ไม่ใช่เหตุที่เกิดแว็ปๆแล้วก็ไป และก็ทำให้ผมคิดว่าสิ่งที่คิดว่าไม่มีบางทีก็อาจจะมีจริงเพียงแต่เวลาจะอำนวยเมื่อไหร่ให้เราได้สัมผัสได้เท่านั้นเอง

No comments:

Post a Comment